เห็บ (Ticks)
แหล่งอาศัย : สิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณพื้นดิน พื้นหญ้า และสวน สามารถติดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด โดยเฉพาะสุนัขและแมว
พบได้ : ตามสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณพื้นดิน พื้นหญ้า และสวน รวมถึงบนตัวของสุนัข โดยพบการระบาดมากในสุนัขที่เลี้ยงปล่อย เลี้ยงร่วมกันหลายตัว และไม่ได้รับการป้องกันปรสิตอย่างสม่ำเสมอ
ติดสุนัขโดย : เมื่อสุนัขออกนอกบ้าน โดยเห็บจะไต่ขึ้นตัวสุนัข แล้วใช้ปากกัดเพื่อดูดเลือด ตลอดจนยึดเกาะกับร่างกายของสุนัข
ผลร้ายกับสุนัข : ก่อให้เกิดอาการคัน ผิวหนังระคายเคือง เกิดการอักเสบ ในรายมีเห็บเกาะร่างกายเป็นจำนวนมากเป็นระยะเวลานาน อาจก่อให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ นอกจากนี้เห็บยังเป็นพาหะของโรคพยาธิเม็ดเลือดหลายชนิด โดยติดผ่านทางเห็บดูดเลือด หรือสุนัขกินเห็บเข้าไป ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาสุขภาพซึ่งส่งผลเสียทำให้สุนัขเสียชีวิต
รู้จักเห็บ และวงจรการเจริญพันธุ์ของเห็บ
เห็บ คือปรสิตที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ มีมากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่สามารถพบได้บ่อยในสุนัขคือเห็บสุนัขสีน้ำตาล (brown dog tick) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rhipicephalus sanguineus เห็บชนิดนี้เป็นปรสิตที่พบการแพร่ระบาดเป็นอย่างมากในประเทศไทยทั้งในเขตเมือง และเขตต่างจังหวัด สามารถพบได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่อยู่ในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ขนาดตัวของเห็บมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละระยะ โดยรูปร่างของเห็บจะมีขาทั้งหมด 8 ขา มีส่วนของลำตัวซึ่งมีขนาดใหญ่ มีส่วนของหัวขนาดเล็ก สังเกตได้ไม่ชัดเจน แต่จะมีปากยื่นออกมาจากส่วนหัว โดยเห็บจะใช้ปากนี้เจาะดูดเลือดจากร่างกายของสุนัข โดยปากของเห็บจะหลั่งสารซึ่งทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงเพื่อช่วยให้สามารถดูดเลือดได้นานมากยิ่งขึ้น
วงจรชีวิตของเห็บมีการผลัดเปลี่ยนของถิ่นที่อยู่อาศัยหลายครั้ง โดยจะขึ้นลงระหว่างบนร่างกายของสุนัขและสิ่งแวดล้อมเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามแต่ละระยะ โดยวงจรชีวิตของเห็บแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะไข่ ระยะตัวอ่อน ระยะตัวกลางวัย และระยะตัวเต็มวัย
ระยะไข่ (egg) : เห็บเพศเมียจะวางไข่ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะบริเวณพื้นดิน หรือซอกมุมต่าง ๆ ของบริเวณบ้าน โดยเห็บตัวเต็มวัยหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้สูงถึง 4,000 ฟอง ซึ่งไข่เหล่านี้จะฟักได้ดีในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงและอากาศร้อน ทั้งนี้ไข่จะใช้เวลาประมาณ 17-30 วันในการฟักตัว (ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) และฟักออกมาเป็นตัวอ่อนต่อไป
ระยะตัวอ่อน (larva) : เห็บที่เพิ่งฟักตัวออกจากไข่จะยังคงมีรูปร่างไม่สมบูรณ์ (มี 6 ขา) โดยตัวอ่อนระยะนี้จะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว พวกมันจะเคลื่อนที่เข้าหาตัวของสุนัขเพื่อดูดเลือดเป็นอาหาร ขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน จากนั้น เห็บระยะตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ออกจากสุนัขกลับสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการเปลี่ยนตัวเอง (ด้วยการลอกคราบ) เพื่อกลายเป็นระยะตัวกลางวัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นต่อไป
ระยะตัวกลางวัย (nymph) : ตัวอ่อนระยะกลางวัยจะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัย (มี 8 ขา) พวกมันจะไต่และเดินทางกลับสู่ร่างกายของสุนัขเพื่อดูดกินเลือดเป็นอาหาร ทั้งนี้มีรายงานว่าเห็บตัวเต็มวัยมีความทนทานในสิ่งแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตรอดอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 6 เดือนแม้ไม่ได้ดูดเลือดเป็นอาหาร หลังจากนั้นตัวกลางวัยจะกลับลงสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมตัวลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยต่อไป
ระยะตัวเต็มวัย (adult) : เห็บระยะตัวกลางวัยเมื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยแล้วจะกลับขึ้นสู่ร่างกายของสุนัข เพื่อดูดเลือดเป็นอาหารต่อไป ทั้งนี้มีรายงานว่าเห็บตัวเต็มวัยมีความทนทานในสิ่งแวดล้อมสูง สามารถมีชีวิตรอดอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 19 เดือนแม้ไม่ได้ดูดเลือดเป็นอาหาร โดยตัวเต็มวัยของเห็บจะมีขา 8 ขา ลำตัวแบน สีน้ำตาลแดง และมีขนาดตัวประมาณ 3 มิลลิเมตร เมื่อเห็บดูดเลือดจนเต็มอิ่มแล้ว เห็บตัวผู้และตัวเมียจะทำการผสมพันธุ์บนตัวสุนัข จากนั้นเห็บตัวเมียจะมองหาที่สำหรับวางไข่ต่อไป
เห็บ (Ticks)
อาการของสุนัขที่ติดเห็บ
สุนัขที่ติดเห็บมักเกิดอาการคันบริเวณที่โดนกัด และเมื่อเห็บมีการเพิ่มจำนวนมากบนตัวสุนัข สุนัขอาจเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งจะแสดงออกผ่านทางอาการอ่อนเพลีย เยื่อเมือกซีด อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย นอกจากนี้ในรายที่ติดโรคพยาธิเม็ดเลือดจากการโดนเห็บกัดยังอาจส่งผลให้เกิดอาการความผิดปกติ เช่น ซึม มีไข้ เบื่ออาหาร เหงือกซีด มีภาวะโลหิตจาง มีจ้ำเลือดที่ผิวหนัง เลือดออกง่าย เลือดหยุดไหลช้า ในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
หากสุนัขโดนเห็บจะเสี่ยงป่วยเป็นโรคอะไร
โรคที่มีสาเหตุมาจากการโดนเห็บกัดที่มีความสำคัญในสุนัข คือ โรคพยาธิเม็ดเลือด โดยโรคนี้สามารถทำการรักษาให้หายได้ จากการใช้ผลิตภัณฑ์รักษาเพื่อกำจัดเชื้อต้นเหตุของโรค โดยให้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 28 วัน และทำการตรวจติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามโรคนี้เป็นโรคที่สามารถกลับมาเป็นได้ทุกเมื่อหากไม่ได้รับการป้องกันปรสิต เจ้าของจึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันปรสิต และปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลสุขภาพของสุนัขอย่างเคร่งครัด
วิธีการกำจัดและป้องกันเห็บให้กับสุนัข
การป้องกันสุนัขจากเห็บในปัจจุบันสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการรับรองจากสัตวแพทย์ ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทางเลือกให้เจ้าของสามารถเลือกใช้ได้หลายชนิดโดยเฉพาะชนิดที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมการป้องกันปรสิตภายนอก (ออกฤทธิ์กำจัดเห็บหมัดไรขี้เรื้อน) และปรสิตภายใน เช่น
พยาธิตัวกลม พยาธิแส้ม้า พยาธิหนอนหัวใจ โดยควรทำร่วมกันกับการดูแลความสะอาดของสิ่งแวดล้อมเพื่อลดโอกาสการสะสมและเพิ่มจำนวนของเห็บในธรรมชาติ ที่สำคัญอย่าลืมพาสุนัขไปพบสัตว์แพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอด้วยนะ
ปกป้องน้องให้ครบกว่าทุกการป้องกัน ทั้งเห็บ หมัด ไร พยาธิหนอนหัวใจ และพยาธิร้ายอื่น ๆ ด้วยโปรแกรมป้องกันปรสิตที่ครบกว่าที่สัตวแพทย์แนะนำ
ป้องกันน้องหมาจากปรสิตร้ายตอนนี้
ค้นหาคลินิกใกล้บ้านเพื่อปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันน้องหมาแบบ "Next Level"
- กำจัดปรสิตภายนอก เห็บ หมัด ไรหู ไรขี้เรื้อน
- กำจัดปรสิตภายใน พยาธิหนอนหัวใจ และพยาธิร้ายอื่นๆ
- ปกป้องน้องหมาแบบ Next Level ด้วยโปรแกรมที่ป้องกันปรสิตแบบครบจริง รวม13 ชนิด
ไรขี้เรื้อนเปียก (Demodex Mites)
ไรขี้เรื้อนเปียก ในน้องหมามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Demodex canis เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย บางคนอาจจะรู้จักกันในช
ไรหู (Ear Mites)
ไรหู เป็นปรสิตขนาดเล็กที่พบในหูของทั้งน้องหมาและน้องแมว มีชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Otodectes cynotis ซึ่งพบ ได้บ่อยโดยเฉ
พยาธินัยน์ตา (Eye Worms)
พยาธินัยน์ตา มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า (Thelazia callipaeda) เป็นพยาธิกลุ่มพยาธิตัวกลม (nematode)
NEXGARD SPECTRA
NEXGARD SPECTRA การป้องกันปรสิต เห็บ หมัด ไร พยาธิหนอนหัวใจ และพยาธิภายใน ที่เจ้าของสุนัขเลือกใช้มากที่สุด